A- | A+


การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย: กรณีศึกษาโครงการวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2569

ผู้เขียน 21 เมษายน 2569 13.50 น.

การอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมิได้มีบทบาทจำกัดเพียงการจัดการเรียนการสอน หากยังทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้วัฒนธรรมไทยสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคปัจจุบัน



โครงการส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีไทย เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ สถานีบริการวิชาการชุมชนเทพา เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยกิจกรรมภายในโครงการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนในพื้นที่ในลักษณะของ “หุ้นส่วนทางสังคม” (social partnership) ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้กับวิถีชีวิตท้องถิ่น



บรรยากาศของการดำเนินโครงการเป็นไปอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในคุณค่าของวัฒนธรรมไทย มีการเข้าร่วมจากทั้งบุคลากรของมหาวิทยาลัยและประชาชนในพื้นที่อย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงระดับของการมีส่วนร่วม (participation) ที่เข้มแข็ง และการตระหนักรู้ในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน



ในเชิงกระบวนการ โครงการดังกล่าวได้ออกแบบกิจกรรมให้เป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วม” (collaborative learning space) โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรม ทั้งในมิติของการปฏิบัติและการสร้างความหมายทางสังคม ส่งผลให้การอนุรักษ์วัฒนธรรมมิได้เป็นเพียงการรักษารูปแบบเชิงพิธีกรรมเท่านั้น หากยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเอง



นอกจากนี้ กิจกรรมภายในโครงการยังสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ (1) พิธีละหมาดฮายัตทางศาสนาอิสลาม ซึ่งมีบทบาทในการเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลและความยึดมั่นในหลักศาสนา ตลอดจนสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในชุมชนมุสลิม และ (2) พิธีทำบุญในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นการสืบสานประเพณีไทย สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และคุณค่าทางสังคมของชุมชนไทยพุทธ อันนำไปสู่การเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี และความผูกพันในระดับชุมชน

จากการวิเคราะห์เชิงวิชาการ พบว่า โครงการดังกล่าวมีคุณูปการในหลายมิติ กล่าวคือ (1) เป็นกลไกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมเชิงปฏิบัติ (practical preservation) (2) เป็นพื้นที่ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมและศาสนา (intercultural understanding) และ (3) เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งของทุนทางสังคม (social capital) ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและสถาบันการศึกษา

กล่าวโดยสรุป การดำเนินโครงการในครั้งนี้มิได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์วัฒนธรรม หากแต่เป็นกระบวนการหล่อหลอมคุณค่าทางจิตใจ เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คนต่างศาสนา และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียว อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว







Line